1.เข้าออกลำบาก
- ที่ดินตาบอด ไม่มีทางเข้าออกเป็นของตัวเอง ต้องซื้อที่ดินข้างเคียงเพิ่มเติมเพื่อเป็นทางเข้า เป็นการเสียทรัพย์เพิ่มโดยใช่เหตุ และยังรู้สึกไม่เป็นส่วนตัวที่ต้องผ่านที่ดินผู้อื่นในการเข้าออกทุกครั้ง
- ถนนเข้าสู่ที่ดินแคบ นอกจากรถและอุปกรณ์ก่อสร้างจะเข้าลำบาก ทำให้เสียต้นทุนในการก่อสร้างสูงแล้ว ยังสร้างอาคารได้เตี้ย ไม่คุ้มค่า
- โค้งหักศอกไปมาเยอะ ทำให้คนรู้สึกอัดอึด ในการเข้าสู่ที่ดินแล้วยังอันตราย กรณีเกิดเหตุภับพิบัติต่างๆ เช่น ไฟไหม้ ก็ทำให้รถดับเพลิงเข้าสู่พื้นที่ได้ยาก
- ที่ดินรูปทรงไม่ปกติ เช่น ที่ดินรูปสี่เหลี่ยมคางหมูก้นแคบ, ที่ดินรูปขวาน, ที่ดินมีรอยแหว่ง, ที่ดินหลายเหลี่ยม, ที่ดินรูปสามเหลี่ยม, ที่ดินรูปเส้นก๋วยเตี๋ยว เป็นต้น เพราะนอกจากจะไม่ดีในเชิงฮวงจุ้ยแล้ว ยังสร้างอาคารยาก ใช้ประโยชน์ที่ดินได้ไม่คุ้มค่า
- ที่ดินที่เคยเป็นที่ทิ้งขยะ นอกจากจะมีมลพิษที่สะสมอยู่ซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้อยู่อาศัยในอนาคตแล้ว การปรับปรุงพื้นที่ให้สร้างสิ่งปลูกสร้างได้ ยังใช้ต้นทุนสูงอีกด้วย
- ที่ดินที่เคยเป็น หลุม บ่อ เนื่องจาก การถมดินลงไปใหม่เปลืองงบประมาณอย่างมาก และกว่าที่ดินจะอัดตัวแน่นดี ใช้เวลาหลายปี ดังนั้นอาคารที่สร้างจะเกิดการทรุดตัวเป็นอันตรายต่อโครงสร้าง
- ที่ดินที่เคยเป็นมัสยิส สุสาน สถานพยาบาล ที่เคยมีผู้เสียชีวิต เนื่องจาก มีการสะสมของพลังงานไม่ดีมากเกินไป ใช้เชิงฮวงจุ้ยแล้วการอยู่อาศัยหรือ ค้าขาย จะไม่สงบราบรื่นเท่าที่ควร และยังเป็นความรู้สึกไม่ดีเชิงจิตวิทยา ดังนั้นหากจะสร้างโครงการขายจะทำให้ขายออกยากด้วย และ ดินที่กลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคต่าง ๆ จากการกิจกรรมที่กระทำในอดีต จึงไม่เหมาะแก่การอยู่อาศัย
- ที่ดินที่ถูกกระแสน้ำกัดเซาะอยู่ตลอดเวลา นอกจากจะทำให้ อันตรายต่อโครงสร้างอาคารแล้ว ยังสูญเสีย เนื้อที่ดินไปเรื่อยๆ ทำให้ขาดทุน
- ที่ดินแถบที่ใกล้กับชายเลน ดินเหลว ซึ่งนอกจากดินจะทรุดตัวต่ำลงเรื่อยๆ ทุกปี ทำให้เสี่ยงต่อการถูกน้ำท่วมขังแล้ว ยังทำให้เปลืองต้นทุนการก่อสร้างช่วงฐานราก ในการตอกเสาเข็มมากเป็นพิเศษ โดยไม่จำเป็น
- ที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ์ไม่ชัดเจน ปลอดภัยที่สุดควรเป็นเอกสารโฉนดที่ดิน (ครุฑแดง) “สามารถซื้อ ขาย และจำนอง” ได้ถูกต้องตามกฎหมาย